มาหัดอ่านกราฟแรงม้ากันเถอะ

หลายๆ คงคิดว่า กราฟแรงม้า ก็บอกได้แค่รถคันนี้แรงม้าเท่านั้นเท่านี้ แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ครับผม คนที่อ่านกราฟแรงม้าเป็น กราฟแรงม้านั่นจะมีความสำคัญมากสำหรับการวางแผนในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการเตะเกียร์ที่เราต้องบอกนักแข่งให้ได้ว่า เตะเกียร์ตรงไหนรถถึงจะกระชับ เตะเกียร์รอบเครื่องเท่าไหร่แล้วรถไม่ถอย เพราะเสียเวลาเป็นวินาทีๆ เลยทีเดียว (อ่านไม่ผิดแน่นอน ในสนามรถแข่งเขาแข่งกันเอาเวลาแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นเอง)

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้รวมงานกับวิศวกรจากญี่ปุ่นของโรงงานยามาฮ่า ภาระกิจคือทีมแข่งของผมต้องร่วมกับยามาฮ่า ทำรถไปแข่งในเวทีระดับเอเชีย (คือระดับเอเชียไม่ได้แข่งกับทีมคนทั่วไป เป็นการแข่งกับทีมโรงงาน เช่น ยามาฮ่า อินโด มาเล ฮอนด้ามาเล อินโด ไทย) สิ่งที่ผมได้จากการทำรถแข่งคู่กับวิศวกรญี่ปุ่นนั้น คือ รายละเอียด เทสเครื่องนี่เขาเก็บรายละเอียดเยอะมาก เทสแต่ละเครื่องกำหนดทุกอย่าง ตั้งแต่อุณหภูมิเครื่องที่จะเทส ดังนั้นกราฟแรงม้าเป็นข้อมูลสำคัญมากที่เราไปใช้ทำข้อมูลในสนาม

ส่วนประกอบของกราฟแรงม้ามีอะไรบ้าง

1. Torque ทอร์ค = แรงบิด (จากภาพเส้นจะอยู่ในแนวตั้ง เรียกว่าแกน Y ด้านซ้าย )
2. Horse power = แรงม้า (จากภาพเส้นจะอยู่ในแนวตั้ง เรียกว่าแกน Y ด้านขวา )
3. RPM = รอบเครื่อง (จากภาพเส้นอยู่ทางด้านล่างแนวนอน เรียกว่าแกน X )(ตัวเลข 5.0 , 6.0 , 7.0 x ด้วย 1000 ก็จะเท่ากับ 5000 รอบ , 6000 รอบ , 7000 รอบ ตามลำดับ)
4. ตารางผลลัพธ์หลังจากการทดสอบ จะเป็นตารางบอกค่าของผลลัพธ์ของเครื่องยนต์ที่เราได้มีการทดสอบกัน

แรงม้า

จากภาพเป็นกราฟแรงม้าของรถ 125 รุ่นนึง ที่เลือกใช้อะไหล่แต่งรถมอเตอร์ไซค์ของเรา โดยการเปลี่ยนแคมไฮสปีดเข้าไปใส่แค่ตัวเดียว ผลลัพธ์ คือ ได้แรงม้าเพิ่มขึ้น 2 แรงม้า ตรงจุดนี้คือมาตราฐานของรถเปลี่ยนแคมควรจะได้แรงม้าอย่างน้อย 1.5 – 2 แรงม้า (รถเดิมๆ ที่ยังไม่ได้มีการปรับจูนน้ำมัน) เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมรถเราเปลี่ยนแคมแล้ววิ่งดีกว่าเดิม แต่ถ้าเราสังเกตุให้ลึกไปกว่านั้นคือ รถที่ใช้แคมแต่งนั้นจะมีกำลังของเครื่องยนต์ที่เปลี่ยนไปตามรอบเครื่องด้วย โดยจากของเดิมรถที่ไม่ได้ใส่แคมแต่งนั้นจะมีแรงม้าสูงสุดที่ 8.10 แรงม้าในรอบเครื่องที่ 7180 รอบ (จากผลลัพธ์ด้านบน) กลายเป็น 10.07 แรงม้า ในรอบเครื่องที่ 8820 รอบ ในรถที่ใส่แคมแต่งของไฮสปีดแล้ว เพราะฉนั้นสิ่งนี้จึงมีผลไปถึงการใช้สเตอร์ของรถ การจูนน้ำมันรถด้วยเช่นกัน

แรงบิด

หลายคนคงเคยได้ยินกันมาว่า รถไม่มีต้นเลย หัวคันเร่งไม่ดี ประมาณนี้ ส่วนนี้เกิดจากสิ่งที่เราเรียกว่าแรงบิด ตรงนี้เป็นสิ่งที่หายากมากๆ ในรถแข่งเพราะมีความสำคัญมากในช่วงของการออกตัว การเข้าโค้งแล้วเปิดคันเร่ง คือส่วนนี้นี่เอง แต่ว่าเรื่องการใช้แรงบิด ใครจะใช้มากหรือน้อยนั้นก็อยู่ที่ประเภทของรถแข่งด้วย แต่รถที่มีความใกล้เคียงกับรถบ้านๆ ที่สุด คือการแข่งรถแบบเซอร์กิตนั่นเอง เพราะว่าแข่งขันด้วยระยะทางที่ไกลกว่า 30-40 กิโลเมตรต่อการแข่งขัน เรามาดูภาพนี้กันระหว่างแรงบิดรถที่เปลี่ยนแคมไฮสปีดกับรถเดิม จากการสังเกตจะเห็นได้ว่า รถเดิมๆ จะมีแรงบิดหล่นลงเรื่อยๆ นั่นหมายความว่าถ้าคุณใช้รอบเครื่องที่ไม่เกิน 6000 รอบนั้น ในรถเดิมๆ คุณก็จะสามารถเปิดคันเร่งได้ในแรงบิดที่สูงสุด (ช่วงต้นคันเร่งได้ดีที่สุด) แล้วพอเป็นแคมแต่งล่ะมันจะยังไง ดูที่เส้นสีส้มสังเกตุได้ชัดเจนเลยว่า รถที่ใส่แคมแต่งนั้น มีแรงบิดที่เป็นแนวราบ(Flat torque) ซึ่งแรงบิดในแนวราบนี้หายากมากๆ ถ้าเป็นกรณีของรถแข่ง ซึ่งผู้ขี่เองจะสามารถใช้แรงบิดได้ดีขึ้นเพราะว่า ตั้งแต่รอบที่ 6500 รอบ จนไปถึง 8000 รอบนั้น มีแรงบิดที่ค่อนข้างใกล้เคียงกันมาก ผิดกับรถเดิมทั่วไปที่ไม่ได้เปลี่ยนแคมนั่นเอง

จากใจผู้เขียน
วรพรต แซ่ซื้อ (Woraprot saesue)

เรื่องของการอ่านกราฟแรงม้าและการวิเคราะห์นั้นยังมีอีกมากมายครับ แต่ผมเอามาให้ดูเพื่อทำความเข้าใจกันก่อน ก่อนที่เราจะเจาะลึกและทำความเข้าใจกับการโมเครื่องยนต์ต่อไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *